สรุปบรรยายโดย บาทหลวงไพศาล อานามวัฒน์

เพื่อความเข้าใจเรื่อง “ความจำเป็นเรื่องศาสนสัมพันธ์ และคริสตศาสนสัมพันธ์” เราจำเป็นต้องศึกษาที่มาแห่งความคิดในประเด็นสำคัญๆ คือ

สภาพความเป็นจริง และผลเสียของการไม่มีศาสนสัมพันธ์

เพื่อความเข้าใจเรื่อง ศาสนสัมพันธ์ ควรศึกษาภูมิหลังที่สำคัญที่ผ่านมาทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ คือ

  • ความแตกต่างระหว่างชาติ ภาษา เผ่าพันธุ์ ศาสนา  ลัทธิ นิกายต่างๆ บางยุคบางสมัยแม้ในปัจจุบัน ในบางแห่งก็ทำการสู้รบ เบียดเบียน ทำร้าย ทำลาย ประหัตประหารซึ่งกันและกัน ต้องถือว่าขัดกับหลักธรรมคำสอนของพระศาสดาและศาสนา ซึ่งมุ่งสั่งสอนแต่ความดี ความรัก ความเมตตากรุณา ความสามัคคี การให้อภัย และสันติสุข
  • ศาสนายิวในสมัยพระเยซูคริสตเจ้า พยายามกำจัดทำลาย ประหาร  พระเยซูเจ้า องค์ศาสดาที่ประกาศตนเป็นพระเมสสิยาห์และบรรดาสาวก  ชาวยิวทำการเบียดเบียนศาสนาคริสต์  เช่นกรณี เซาโลผู้นับถือศาสนายิวแบบคลั่งศาสนา ขณะที่กำลังขี่ม้าไปจับพวกคริสต์เข้าคุกได้พบพระเยซู พระองค์ไม่ทรงเห็นด้วยกับการเบียดเบียนศาสนา ที่สุดเซาโลได้กลับใจมาถือศาสนาคริสต์ แล้วก็ถูกเบียดเบียนจากศาสนายิว และศาสนาโรมัน ถูกฆ่าตายที่กรุงโรม
  • ศาสนาคริสต์ยุคแรกการเบียดเบียนศาสนาที่กรุงโรม ในระยะเริ่มแรก 300 ปี ของคริสตศาสนา ก็มีการเบียดเบียนศาสนาคริสต์จากจักรพรรดิโรมัน จนที่สุดจักรพรรดิคอนสแตนตินกลับใจเป็นคริสต์ การเบียดเบียนจึงยุติ และศาสนาคริสต์ได้แพร่หลายในยุโรป
  • ศาสนาคริสต์กับมุสลิม  เกิดสงครามครูเสดครั้งใหญ่ๆ ถึง 7 ครั้ง (ค.ศ. 1095-1291) ระหว่างศาสนาคริสต์และศาสนา อิสลามในสมัยกลางเพื่อแย่งชิงแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ (นครเยรูซาแลม)
  • ความแตกแยกภายในศาสนาคริสต์   นิกายออร์โธด๊อกซ์ (ค.ศ. 1054) นิกายลูเธอร์แรน นิกายแองกลีกัน (กลางศตวรรษที่ 16) และกลุ่มโปรแตสแตนท์ต่างๆ
  • การเบียดเบียนศาสนาคริสต์ในทวีปเอเชีย  300 ปีในประเทศญี่ปุ่น และ 70 ปี ภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์
  • การล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก  ทำให้เกิดการรบฆ่าฟันและการตกเป็นเมืองขึ้น
  • การประกาศศาสนาของมิสชันนารี่ในช่วงแรก  โปรตุเกส สเปน ฝรั่งเศส ที่ส่งผลมาสู่พระ ศาสนจักรในปัจจุบัน

สภาพความเป็นจริงของคริสตชนคาทอลิกในประเทศไทย

ปัจจุบันคริสตชนไทยมีการเสวนากับพี่น้องศาสนาอื่นๆ (Dialogue of Life) ในชีวิตประจำวัน จึงขอนำประเด็นสำคัญมาพิจารณา

1.  ศาสนาพุทธ
     1.1  คริสตชนแต่งงานกับคนต่างศาสนา ยิ่งวันยิ่งมากขึ้น อย่างน้อย 7 ใน 10 คู่แต่งงานกับผู้นับถือศาสนาพุทธ

    1. คริสตชนมีส่วนร่วมในกิจศรัทธาและพิธีกรรมศาสนาพุทธ การจัดผ้าป่าสามัคคี การร่วมทำบุญศาสนาอื่น (แต่ก่อนห้ามทำบุญห้ามร่วมพิธีศาสนาอื่น) การร่วมพิธีศพของศาสนาอื่น
    2. การอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย  ประเพณีวันสงกรานต์ คริสตชนไทยจัดพิธีรดน้ำดำหัว คารวะผู้สูงอายุทั้งคริสต์และพุทธ,  ประเพณีวันลอยกระทง,  ประเพณีแห่เทียนพรรษา

2.  ศาสนาอิสลาม

    1. ความสัมพันธ์กับพี่น้องมุสลิม  ฝ่ายคริสต์  ฝ่ายพุทธ และฝ่ายมุสลิมได้ร่วมอภิปรายและทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น
    2. คริสตชนอธิษฐานภาวนาร่วมกับพี่น้องอิสลามเพื่อสันติภาพ

3.  ศาสนาคริสต์

  • คริสตชนทั้งคาทอลิกและโปรเตสแตนท์อธิษฐานภาวนาร่วมกันโครงการภาวนาเพื่อเอกภาพของคริสตชน โครงการศึกษาข้อเชื่อ โครงการเกี่ยวกับพระคัมภีร์และโครงการนักขับร้องประสานเสียงคริสตชน
  • กิจกรรมเทเซ่ ที่วัด TAIZE’ “วัดแห่งการคืนดี” ใกล้เมืองลีอองในประเทศฝรั่งเศส พี่น้อง คริสตชน (คาทอลิก ออร์โธด๊อกซ์ และโปรเตสแตนท์) เจริญชีวิต ภาวนาและทำงานด้วยกัน เป็นสักขีพยานแห่งความเป็นหนึ่งเดียว (ริเริ่มโดยพี่น้องโปรเตสแตนท์)

คำสอนของพระศาสนจักร

พระศาสนจักรได้ตอบสนองต่อสภาพความเป็นจริงที่ผ่านมาว่ามีอุปสรรคหลายประการที่เป็นแนวคิดที่ต้องปรับปรุง เช่น แนวคิดที่ว่า นอกพระศาสนจักรไม่มีความรอด (โอรีเยน ค.ศ. 254) ว่าเป็นความคิดที่ไม่สอดคล้องกับสมัยปัจจุบัน จึงขอเสนอท่าทีใหม่ของพระศาสนจักรยุคปัจจุบันคือ

  1. สภาสังคายนาวาติกันที่ 2 (ค.ศ. 1962-1965)
    เชิญชวนสนับสนุนส่งเสริมคริสตศาสนิกชนนิกายต่างๆ ให้กลับมารวมกันใหม่ ให้พระศาสนจักรทำศาสนสัมพันธ์กับทุกนิกาย ทุกศาสนา โดยออกเอกสารต่างๆ ดังนี้ :
    1.1.กฤษฎีกาว่าด้วย “คริสตศาสนสัมพันธ์” (Unitatis Redintegratio) (21 พ.ย 1964) ให้คริสต์ศาสนิกชนทุกนิกายกลับมาสร้างเอกภาพกันใหม่ “ให้เราก้าวไปหาเขาก่อน” (ข้อ 4)
    1.2.คำแถลงว่าด้วย “ความสัมพันธ์กับศาสนาที่มิใช่คริสตศาสนา” (Nostra Aetate) (28 ต.ค 1965) “มนุษย์ทุกชาติเป็นประชาคมเดียวกัน มีต้นกำเนิดเดียวกัน มีจุดหมายปลายทางเดียวกัน” “พระ ศาสนจักรประณามการแบ่งแยก การเบียดเบียนรังแกใดๆ เพราะเรื่องชาติ ผิว ศาสนา เพราะผิดต่อจิตตารมณ์ของพระเยซูคริสตเจ้า”
    การอธิษฐานร่วมกันเพื่อสันติภาพของโลก พระองค์ตรัสว่า “ผู้นับถือศาสนาต่างๆ ยังสามารถอุทิศตนในการอธิษฐานภาวนาและร่วมกันทำงานเพื่อสันติภาพและความดีงามของมนุษยชาติได้โดยไม่ต้องละทิ้งศาสนาของตน”
    “พระศาสนจักรคาทอลิกไม่ปฏิเสธสิ่งใดที่จริง ที่ศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาต่างๆ ซึ่งนำแสงสว่างแห่งองค์ความจริงมาให้” พระศาสนจักรมีทัศนะที่ดีต่อศาสนาอื่นมากขึ้น ไม่เรียกศาสนาเท็จเทียม
    1.3.คำแถลงว่าด้วย “เสรีภาพในการถือศาสนา” (Dignitatis Humanae) (7 ธ.ค 1965) “บุคคลมนุษย์ทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการถือศาสนาต้องไม่ถูกขัดขวางหรือถูกบังคับ” ให้ความเคารพสิทธิและเสรีภาพของกันและกัน

  2. สมณสาสน์ “พระศาสนจักรในเอเซีย” (Ecclesia in Asia) (9 พ.ย 1999)

           ข้อ 29   “พระศาสนจักรต้องเสวนากับชนทุกชาติ  ทุกกาลเวลาและสถานที่…ต้องออกไปพบกับประชาชนโลก ขยายจากโลกคริสตชนไปยังผู้นับถือศาสนาอื่น…” ….“การเสวนากับคริสตชนและกับศาสนาอื่นนับเป็นส่วนหนึ่งแห่งกระแสเรียกของพระศาสนจักร”
           ข้อ 30 “การเสวนากับคริสตจักรต่างๆ และกับศาสนาอื่นนับเป็นการท้าทายมาก โดยเฉพาะพระ    ศาสนจักรในเอเชีย คริสตศาสนาที่แบ่งแยกกันนับเป็นที่สะดุดและเป็นอุปสรรคต่อการแพร่ธรรมในเอเชีย” “ทุกคนต้องมีความรัก ความตั้งใจดีเพื่อจะได้มองเห็นและยอมรับสิ่งที่ดีและน่าสรรเสริญ…ต้องมีความปรารถนาแท้จริงที่จะปรับปรุงและฟื้นฟูตนเอง”
         ข้อ 31  การเสวนากับศาสนาอื่นมิใช่เป็นเพียงการส่งเสริมความเข้าใจและเพิ่มพูนความรู้ให้แก่กันและกัน หากแต่เป็นส่วนหนึ่งแห่งพันธกิจการแพร่ธรรมของพระศาสนจักร  (ข้อ 31)
     
      3. สมณสาสน์
“เริ่มต้นสหัสวรรษใหม่” (Novo Millennio Ineunte) (6 ม.ค 2001)
        “การเสวนากับศาสนาอื่นเป็นสิ่งท้าทายอันยิ่งใหญ่ในสหัสวรรษใหม่นี้         ในบรรยากาศของความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมและศาสนา…เป็นการวางรากฐานที่มั่นคงแห่งสันติภาพ” (ข้อ 54)

ผลดีของศาสนสัมพันธ์

หากคริสตชนดำเนินตนเรื่อง “ศาสนสัมพันธ์”  อย่างถูกต้องและรอบคอบ จะทำให้เกิดผลดีต่อ คริสตชนอย่างมากมาย
  1. เกิดความเข้าใจดีต่อกันระหว่างศาสนิก  เกิดการรับรู้คุณค่าอันดีงามของแต่ละศาสนา  เกิดความเคารพต่อศักดิ์ศรีและสิทธิของกัน  เกิดความรู้จักกันและเรียนรู้ข้อคำสอน ประสบการณ์ทางศาสนาของกันและกัน
  2. เกิดการยอมรับว่า ศาสนาไหนก็มีความดี มีทั้งที่เหมือนกันและแตกต่างกัน ไม่มีศาสนาไหนไม่ดี UNITY IN DIVERSITY (เป็นหนึ่งเดียวกันในความหลากหลาย) ความแตกต่างต้องไม่ทำให้เราแตกแยกไม่ถือว่าศาสนาของตนดีกว่าของคนอื่น (มีปมเขือง) ไม่มีอคติ ไม่ดูถูกดูแคลน ไม่รังเกียจระแวงสงสัย อันนำไปสู่การทะเลาะวิวาท ดีกว่าต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำ อยู่ในโลกแคบของตัวเอง (แต่มิใช่การเอาศาสนามารวมๆ กันแบบ Syncretism)
  3. เกิดภราดรภาพ ความจริงใจ ความเป็นมิตร สันติภาพและความร่วมมือรวมพลังสร้างสรรค์สังคมสมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอลที่ 2 ทรงเตือนคริสตชนในการประกาศศาสนาว่า “เราประกาศศาสนามิใช่เพราะเราถือว่าศาสนาของเราดีกว่าของคนอื่น แต่เราประกาศเพราะความรัก นั่นคือเราแบ่งปันสิ่งดีๆ ของเราให้แก่ผู้อื่น เพราะคนอื่นก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับ ที่จะได้ยินข่าวดี”
นำเสนอ :CIDCU